VocabNote

วิธีจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษใหม่ให้ได้และไม่ลืม

อัปเดตเมื่อ · อ่าน 11 นาที

คุณลืมคำศัพท์ใหม่เพราะเจอคำนั้นแค่ครั้งเดียว แล้วไม่เคยต้องดึงมันออกมาจากความจำอีกเลย ถ้าอยากจำคำศัพท์ให้ได้ ให้เรียนคำนั้นในประโยคจริง เขียนตัวอย่างประโยคของคุณเองด้วยคำนั้น ทดสอบตัวเองแทนการอ่านซ้ำ และกลับมาทบทวนอีกสองสามครั้งในช่วงหลายสัปดาห์ถัดไป โดยเว้นระยะให้ห่างขึ้นทุกครั้ง

ทั้งหมดนี้ไม่ต้องอาศัยพรสวรรค์พิเศษ แค่ต้องมีกิจวัตรเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำได้ทุกวัน วิธีด้านล่างนี้ใช้เวลาประมาณวันละสิบห้านาที

ทำไมคำศัพท์ใหม่ถึงหายไป

การอ่านเจอคำแล้วเข้าใจความหมายทำให้รู้สึกเหมือนได้เรียนรู้ แต่ส่วนใหญ่มันฝึกแค่ การจำได้เมื่อเห็น (recognition) คือคุณรู้จักคำนั้นเมื่อเห็นมัน ส่วนการใช้คำในการพูดหรือการเขียนต้องอาศัย การดึงคำออกมาเอง (recall) คือคุณต้องนึกคำนั้นขึ้นมาเองโดยไม่มีอะไรอยู่ตรงหน้า การดึงคำออกมาเองนั้นยากกว่า และจะแข็งแรงขึ้นก็ต่อเมื่อคุณได้ฝึกมันเท่านั้น

ยังมีปัญหาข้อที่สองอีก ผู้เรียนหลายคนเก็บคำศัพท์เป็นรายการยาว ๆ เช่น reluctant กับคำแปลหนึ่งคำ แล้วก็ไม่มีอะไรอีก คำที่เก็บไว้แบบนี้ไม่มีความเชื่อมโยงกับอะไรเลย จึงไม่มีอะไรในความจำที่จะพาคุณย้อนกลับไปหามันได้ คำที่คุณจำได้ดีมักผูกอยู่กับหลายสิ่ง ทั้งสถานการณ์ เสียง ความรู้สึก และคำอื่น ๆ ที่มักปรากฏอยู่ข้าง ๆ มัน

วิธีนี้จึงมีเป้าหมายสองข้อ คือ ให้ทุกคำมีความเชื่อมโยงหลายทาง และฝึกดึงคำออกมาเอง ไม่ใช่แค่จำได้เมื่อเห็น

ขั้นที่ 1: เรียนคำในประโยค ไม่ใช่เรียนคำโดด ๆ

เมื่อเจอคำใหม่ ให้เก็บประโยคที่คุณเจอคำนั้นไว้ด้วย ลองเปรียบเทียบบันทึกสองแบบนี้

  • reluctant = not wanting to do something
  • reluctant: "He was reluctant to lend me his car after the accident." (หลังเกิดอุบัติเหตุ เขาไม่ค่อยเต็มใจให้ฉันยืมรถ)

บันทึกแบบที่สองบอกสามสิ่งที่แบบแรกซ่อนไว้

  • คำนี้เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้บรรยายคน
  • ตามด้วย to + กริยา (reluctant to lend, reluctant to admit)
  • มีเหตุผลแนบมาด้วย คือมีบางอย่างเกิดขึ้น ตอนนี้เขาจึงไม่อยากทำ

ให้สังเกตคำเล็ก ๆ ที่อยู่รอบคำใหม่เป็นพิเศษ Depend ใช้คู่กับ on ส่วน interested ใช้คู่กับ in และเราใช้ make a decision (ตัดสินใจ) แต่ใช้ do your homework (ทำการบ้าน) คำที่มักใช้คู่กันเหล่านี้ (collocation) มักเป็นสิ่งที่ทำให้ประโยคฟังเป็นธรรมชาติ และจำเป็นก้อนเดียวได้ง่ายกว่า ให้จำ take a break แทนที่จะจำ break แค่คำเดียว กริยาวลี (phrasal verb) อย่าง give up และ look after เป็นตัวอย่างสุดขั้ว เพราะทั้งก้อนมีความหมายที่แต่ละคำแยกกันไม่ได้สื่อ

ถ้าคำนั้นเป็นคำกริยา ให้สังเกตรูปของมันด้วย She has lived here since 2019 ใช้ ปัจจุบันสมบูรณ์ (present perfect) การได้เห็นคำกริยาใหม่ในรูปแบบ tense ที่ครบถ้วนจะช่วยให้นำไปใช้ซ้ำได้ถูกต้องในภายหลัง

ขั้นที่ 2: เขียนหนึ่งประโยคเกี่ยวกับชีวิตของคุณเอง

ตอนนี้ให้เขียนประโยคใหม่ที่เป็นเรื่องจริงสำหรับคุณ

  • "I'm always reluctant to speak English on the phone." (ฉันไม่ค่อยกล้าพูดภาษาอังกฤษทางโทรศัพท์เลย)
  • "My brother is reluctant to try new food." (น้องชายฉันไม่ค่อยอยากลองอาหารใหม่ ๆ)

ประโยคที่เป็นเรื่องของตัวเองได้ผลดีกว่าประโยคในตำรา เพราะมันเชื่อมคำศัพท์เข้ากับสิ่งที่คุณรู้จักดีอยู่แล้ว เช่น งาน ครอบครัว หรือเมืองที่คุณอยู่ และยังช่วยให้เห็นปัญหาได้เร็ว ถ้าคุณเขียนว่า "I'm reluctant for speaking" คุณจะเจอข้อผิดพลาดตอนนี้ซึ่งยังไม่เสียหายอะไร ไม่ใช่ไปเจอกลางที่ประชุม

เขียนให้สั้นเข้าไว้ ประโยคที่ชัดเจนหนึ่งประโยคดีกว่าประโยคซับซ้อนสามประโยค

ขั้นที่ 3: ทดสอบตัวเองแทนการอ่านซ้ำ

นี่คือขั้นที่ผู้เรียนส่วนใหญ่ข้ามไป และเป็นขั้นที่สำคัญที่สุด การอ่านบันทึกซ้ำทำให้รู้สึกว่าได้อะไร แต่จริง ๆ แล้วคุณแค่จำคำที่มองเห็นอยู่ตรงหน้าได้ ให้ปิดคำตอบไว้แล้วลองนึกออกมาเองแทน

  • จากความหมายไปหาคำ: ดู "not wanting to do something" แล้วพูดคำภาษาอังกฤษออกมา
  • จากคำไปหาความหมาย: ดู reluctant แล้วอธิบายด้วยคำพูดของคุณเองโดยไม่ดูบันทึก
  • เติมคำในช่องว่าง: "He was ________ to lend me his car." คำไหนเหมาะ และคำบุพบทอะไรตามหลังมา

การตอบผิดไม่ใช่การเสียเวลา การพยายามนึกแล้วค่อยตรวจคำตอบคือสิ่งที่ทำให้ความจำแข็งแรงขึ้น ถ้าคำไหนตอบได้ง่ายทุกครั้ง ก็ทดสอบให้น้อยลง ถ้าคำไหนลืมอยู่เรื่อย ๆ ก็ทดสอบให้บ่อยขึ้น

ขั้นที่ 4: เว้นระยะการทบทวน

การทบทวนคำเดียวสิบครั้งในเย็นเดียวมีประโยชน์น้อยกว่าการทบทวนไม่กี่ครั้งกระจายไปตลอดหลายสัปดาห์มาก ทุกครั้งที่คุณกลับมาตอนที่คำนั้นเริ่มเลือนลาง คุณต้องออกแรงนึกเล็กน้อย และความจำก็จะอยู่ได้นานกว่าเดิม

ไม่จำเป็นต้องมีสูตรที่แม่นยำ ตารางง่าย ๆ แบบนี้ก็ใช้ได้ดี

  1. วันที่ 1: เรียนคำและเขียนประโยคของคุณ
  2. วันที่ 2: ทดสอบตัวเองหนึ่งครั้ง
  3. ประมาณหนึ่งสัปดาห์ต่อมา: ทดสอบอีกครั้ง
  4. ประมาณหนึ่งเดือนต่อมา: ทดสอบอีกครั้ง

ถ้าตอบคำไหนผิด ให้ย้ายคำนั้นกลับไปเริ่มใหม่ ถ้าตอบถูกได้ง่าย ๆ ในการทบทวนรอบหนึ่งเดือน แสดงว่าคุณน่าจะรู้จักคำนั้นแล้ว ต่อจากนี้ก็ใช้มันต่อไปเวลาพูดและเขียน

ขั้นที่ 5: ใช้คำนั้นในสถานการณ์จริง

คำศัพท์จะกลายเป็นของคุณเมื่อคุณใช้มันเพื่อจุดประสงค์จริง ภายในไม่กี่วันหลังเรียน ลองทำสิ่งเหล่านี้

  • ใช้ในข้อความหรืออีเมล: "I was a bit reluctant to ask, but…"
  • พูดออกมาดัง ๆ ตอนเล่าเรื่องในแต่ละวัน แม้จะพูดกับตัวเองก็ตาม
  • สังเกตคำนั้นเวลาอ่านหรือฟัง เมื่อคำไหนอยู่ในบันทึกของคุณแล้ว คุณจะเริ่มเห็นมันไปทุกที่ และทุกครั้งที่เห็นก็คือการทบทวนฟรี ๆ หนึ่งรอบ

กิจวัตร 15 นาทีต่อวัน

เมื่อนำทุกขั้นมารวมกัน การเรียนแต่ละวันจะเป็นแบบนี้

  • 5 นาที คำใหม่: เพิ่มคำใหม่สามถึงห้าคำ แต่ละคำมีประโยคต้นฉบับและประโยคของคุณเองหนึ่งประโยค เรียนคำน้อย ๆ ให้แน่นดีกว่ามีรายการยาว ๆ ที่สุดท้ายก็ลืม
  • 8 นาที ทบทวน: ทดสอบตัวเองกับคำที่ถึงรอบทบทวนวันนี้ ตอบก่อน แล้วค่อยตรวจ
  • 2 นาที ใช้จริง: เลือกคำหนึ่งคำจากวันนี้ แล้วใช้ในข้อความ ในบันทึก หรือพูดออกมาดัง ๆ

ห้าคำใหม่ต่อวันที่จำได้จริง รวมแล้วเกินพันคำต่อปีไปมาก กิจวัตรนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อคุณทำต่อเนื่อง ดังนั้นทำให้มันเล็กพอที่คุณจะไม่มีข้ออ้างให้ข้ามไปเลย

สรุป

  • คุณจะลืมคำที่แค่ จำได้เมื่อเห็น (recognised) ให้ฝึก ดึงคำออกมาเอง (recalling)
  • เรียนทุกคำในประโยค และสังเกตคำเล็ก ๆ ที่อยู่รอบ ๆ
  • เขียนประโยคที่เป็นเรื่องจริงในชีวิตคุณหนึ่งประโยคด้วยคำนั้น
  • ทดสอบตัวเองแทนการอ่านซ้ำ และกระจายการทบทวนไปเป็นสัปดาห์ ไม่ใช่เป็นชั่วโมง
  • ใช้คำนั้นเพื่อจุดประสงค์จริงภายในไม่กี่วัน